รักษ์สุขภาพ - ตอนที่ 67 การฝึกสติเพื่อรักษาโรค (7)

กรณีที่ 4: ผู้ป่วยเปลี่ยนอวัยวะ

เป็นงานวิจัยแบบสุ่มตัวอย่าง (Random sampling) แบ่งกลุ่มเปรียบเทียบที่เอาผู้ป่วยเปลี่ยนอวัยวะ (Organ transplant) เช่น ไต หรือ ตับอ่อน จำนวน 138 คน มาสุ่มแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งให้ฝึกสติแบบ MBSR (= Mindfulness-based stress reduction) 8 สัปดาห์ อีกกลุ่มไม่ฝึกสติ ตามดู 1 ปี แล้ว วัด (Measure) ด้วยตารางวัดความกังวล (Table of Concern), ภาวะซึมเศร้า (Depression) , และคุณภาพการนอนหลับ พบว่า กลุ่มที่ฝึกสติมีความกังวล ลดลงมากกว่า, ซึมเศร้าน้อยกว่า, และนอนหลับดีกว่า กลุ่มที่มิได้ฝึกสติอย่างมีนัยสำคัญ

กรณีที่ 5: ผู้ป่วยโรคมะเร็ง

เป็นงานวิจัยแบบตามดูกลุ่มคน ที่เอาผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านม (Breast cancer)  49 คน และผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก (Prostate cancer) 10 คนมาฝึกสติแบบ MBSR นาน 8 สัปดาห์ พบว่า มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ (Significant change) ในเรื่องคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น (Improved quality of life), อาการเครียดลดลง (Reduced stress), การนอนหลับได้ดีขึ้น (Tight sleep) และมีการเปลี่ยนแปลงระบบภูมิคุ้มกัน (Immunity) จากภาวะถูกกดดัน (Pressure) มาสู่ภาวะปรกติมากขึ้น

กรณีที่ 6: ผู้ป่วยติดยาเสพติด

เป็นงานวิจัยแบบสุ่มตัวอย่าง แบ่งกลุ่มเปรียบเทียบที่เอาคนเสพติดยา (Addicted) มา 168 คน มาสุ่มแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งรักษาปรกติ ควบคู่กับการฝึกสติ 8 สัปดาห์ อีกลุ่มหนึ่งรักษาตามปรกติอย่างเดียว ไม่มีการฝึกสติ แล้วตามดู 4 เดือน พบว่ากลุ่มฝึกสติ เลิกยา (Quit) ได้มากกว่า และมีอาการอยากยา (Substance) น้อยกว่า

สรุป

การฝึกสติเพื่อรักษาโรคเป็นเครื่องมือ (Tool) สำคัญในเวชปฏิบัติสมัยใหม่ โดยเฉพาะในยุคที่โรคเรื้อรัง (Chronic) และปัญหาสุขภาพจิต (Mental health) เพิ่มขึ้น การฝึกสติเพื่อบำบัด (Mindfulness-based therapy: MBT) มีบทบาททั้งในด้านการรักษา (Treatment) การป้องกัน (Prevention) และการฟื้นฟูสมรรถภาพ (Rehabilitation) ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ จึงควรพิจารณาบูรณาการ (Integration) MBT เข้ากับการรักษามาตรฐาน เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลแบบองค์รวมและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

การฝึกสติเพื่อรักษาโรค เป็นแนวทางการบำบัดที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ (Scientific) รองรับ และได้รับการยอมรับในระบบสาธารณสุขสมัยใหม่ การฝึกสติช่วยปรับสมดุล (Balance) ของสมอง, ระบบประสาท (Neurology) และจิตใจ ส่งผลต่อสุขภาพกายและคุณภาพชีวิตในระยะยาว อย่างไรก็ตาม การฝึกสติควรใช้ควบคู่กับ (In tandem) การรักษาทางการแพทย์มาตรฐาน และควรอยู่ภายใต้คำแนะนำ (Recommendations) ของผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้เกิดประโยชน์ (Benefit) สูงสุด และปลอดภัยต่อผู้ป่วย

แหล่งข้อมูล 

  1. Jon Kabat-Zinn. (1990). Full Catastrophe Living: Using the Wisdom of Your Body and Mind to Face Stress, Pain, and Illness. New York: Delacorte Press.
  2. Zindel V. Segal, Mark G. Williams, & John D. Teasdale. (2013). Mindfulness-Based Cognitive Therapy for Depression (2nd ed.). New York: Guilford Press.